an English love

ปัจจุบัน…ของขวัญอันล้ำค่า

Filed under: Bilingual Section/ภาคสองภาษา, ค้นหาตัวเอง, ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน | Tags: English-Love, gift, present, the precious present, the present moment, ของขวัญ, ของขวัญอันล้ำค่า, ปัจจุบัน, ศิลปะในการดำเนินชีวิต, อยู่กับปัจจุบัน | December 26th, 2010
Post


ในช่วงเทศกาลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอแห่งความสุขของการให้และการรับของขวัญนี้ เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่น่าจะนำมาแบ่งปันกัน และน่าแปลก (หรืออาจจะไม่น่าแปลกเลย) ที่มันสอดคล้องกับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับบทแปลภาษาไทยจะอยู่ด้านล่างของแต่ละย่อหน้าค่ะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ

 

The Precious Present by Spencer Johnson

ของขวัญอันล้ำค่า โดย สเปนเซอร์ จอห์นสัน

 

Once there was a boy. . . . Who listened to an old man.  And, thus, he began to learn about The Precious Present.

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กชายคนหนึ่ง…. ผู้ที่ได้ฟังชายแก่คนหนึ่งเล่าเรื่อง และทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับของขวัญอันล้ำค่า

“It is a present because it is a gift,” the contented man explained.  “And it is precious because anyone who receives such a present is happy forever.”

“มันเป็นของขวัญ เพราะเป็นสิ่งที่ได้มาโดยไม่ต้องมีค่าตอบแทน”  ชายผู้พึงพอใจในตัวเองอธิบาย  ”และมันล้ำค่าเพราะผู้ที่ได้รับของขวัญเช่นนั้น จะมีความสุขตลอดไป”

“Wow!” the little boy exclaimed.  “I hope someone give me The Precious Present.  Maybe I’ll get it for Christmas.”

“โอ้โฮ !” เด็กชายตัวน้อยอุทาน “ผมหวังว่าใครสักคนจะให้ของขวัญอันล้ำค่านี้แก่ผมบ้าง บางทีผมอาจจะได้ในวันคริสต์มาส”

The boy ran off to play.  And the old man smiled.  He liked to watch the little boy play. He saw the smile on the youngster’s face and heard him laughing as he swung from a nearby tree.  The boy was happy.  And it was a joy to see.

เด็กชายวิ่งออกไปเล่น ชายแก่ยิ้ม เขาชอบดูเด็กชายตัวน้อยขณะกำลังเล่น เขาเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กน้อย และได้ยินเขาหัวเราะขณะที่เหวี่ยงตัวออกจากต้นไม้ใกล้ ๆ เด็กชายมีความสุข และเป็นความสุขที่ได้เห็นภาพเช่นนั้น

The old man also liked to watch the boy work.  He even rose early on Saturday mornings to watch the little laborer mow the lawn across the street.  The boy actually whistled while he worked.  The little child was happy no matter what he was doing.  It was, indeed, a joy to behold.

ชายแก่ชอบดูเด็กน้อยทำงานด้วย เขากระทั่งตื่นแต่เช้าในวันเสาร์เพื่อที่จะดูคนงานตัวน้อยตัดหญ้าที่ฝั่งตรงข้ามถนน อันที่จริง เด็กชายผิวปากไปด้วยขณะที่ทำงาน เด็กน้อยมีความสุขไม่ว่าเขาจะกำลังทำอะไร มันเป็นความสุขจริง ๆ ที่ได้เฝ้าดู

When he thought about what the old man had said, the boy thought he understood.  He knew about presents.  Like the bicycle he got for his birthday and the gifts he found under the tree on Christmas morning.  But as the boy thought more about it, he knew.  The joy of toys never lasts forever.

เมื่อเขาคิดถึงสิ่งที่ชายแก่พูด เด็กชายคิดว่าเขาเข้าใจ เขารู้เกี่ยวกับพวกของขวัญ เหมือนกับจักรยานที่เขาได้รับในวันเกิด และของขวัญที่เขาพบใต้ต้นไม้ในเช้าวันคริสต์มาสนั่นแหละ แต่ในขณะที่เด็กชายคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้น เขาก็รู้ว่า ความสุขในเรื่องของเล่นนั้นไม่ได้คงอยู่ชั่วนิรันดร์

The boy began to feel uneasy.  “What then,” he wondered, “is The Precious Present?  What could possibly make me happy forever?”

เด็กชายเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย “แล้วอะไรล่ะ ?” เขาสงสัย “ที่เป็นของขวัญอันล้ำค่า ?”  “ที่สามารถทำให้ผมมีความสุขตลอดไป ?”

He found it difficult to even imagine the answer.  And so he returned to ask the old man.

เขาพบว่ามันยากแม้กระทั่งจะจินตนาการถึงคำตอบ ดังนั้นเขาจึงกลับไปถามชายแก่

“Is the Present a magical ring?  One that I might put on my finger and make all my wishes come true?”

“ของขวัญนั้นคือแหวนแห่งเวทมนตร์หรือครับ ?  วงที่ผมอาจจะใส่ไว้ที่นิ้วของผมและทำให้ความปรารถนาทั้งหมดของผมเป็นจริง ?”

“No,” the old man said.   “The precious present has nothing to do with wishing.”

“ไม่ใช่หรอก” ชายแก่ตอบ “ของขวัญอันล้ำค่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความปรารถนาเลย”

As the boy grew older he continued to wonder.  He went to the old man.

เมื่อเด็กชายเติบโตขึ้น เขายังคงสงสัยในเรื่องนี้ เขาจึงไปพบชายแก่

“Is the Precious Present a flying carpet?” he inquired.  “One that I could get on and go any place that I like?”

“ของขวัญอันล้ำค่านั้นคือพรมเหาะหรือครับ ?” เขาถาม “พรมที่ผมสามารถขึ้นไป แล้วไปที่ไหนก็ได้ที่อยากไป ?”

“No,” the man quietly replied.   “When you have the precious present, you will be perfectly content to be where you are.”

“ไม่ใช่หรอก” ชายแก่ตอบด้วยเสียงอันเบา  ”เมื่อเธอมีของขวัญอันล้ำค่า เธอจะรู้สึกพอใจในตัวเองอย่างสมบูรณ์ในที่ที่เธออยู่”

The boy was becoming a young man now, and felt a bit foolish for asking. But he was uncomfortable. He began to see that he was not achieving what he wanted.

ตอนนี้เด็กชายได้เติบโตเป็นหนุ่มน้อยแล้ว เขารู้สึกโง่นิดหน่อยที่จะถาม แต่เขาไม่มีความสุขสบาย เขาเริ่มที่จะพบว่าเขาไม่ได้รับสิ่งที่เขาต้องการ

“Is the Precious Present,” he slowly ventured, “a sunken treasure? Perhaps rare gold coins buried by pirates long ago?”

“ของขวัญอันล้ำค่าคือ” เขาลองถามดูช้า ๆ “สมบัติที่จมอยู่ใต้น้ำหรือเปล่าครับ ?  บางทีอาจจะเป็นเหรียญทองที่หายากที่ถูกโจรสลัดฝังไว้เมื่อนานมาแล้ว ?”

“No, young man,” the old man told him. “It is not.  The richness is rare, indeed, but the wealth of the Present comes only from itself.”

“ไม่ใช่หรอก พ่อหนุ่ม” ชายแก่บอก “ไม่ใช่สิ่งนั้น ความร่ำรวยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากจริง ๆ  แต่ความพรั่งพร้อมของของขวัญนั้นเกิดขึ้นจากภายในตัวมันเองเท่านั้น”

The young man thought for a moment. Then he became annoyed.

ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกขัดใจ

“You told me,” the young man said, “that anyone who receives such a present would be happy forever. I never got such a gift as a child.”

“คุณเคยบอกผม” ชายหนุ่มกล่าว “ว่าใครก็ตามที่ได้รับของขวัญแบบนั้นจะมีความสุขตลอดไป ผมไม่เคยได้รับของขวัญนั้นเลยเมื่อผมยังเป็นเด็ก”

“I’m afraid you don’t understand,” the old man responded.

“ฉันเกรงว่าเธอจะไม่เข้าใจ” ชายแก่ตอบ

“You already know what the Precious Present is.  You already know where to find it. And you already know how it can make you happy.  You knew it best when you were a small child.  You simply have forgotten.”

“เธอรู้อยู่แล้วว่าของขวัญอันล้ำค่านั้นคืออะไร เธอรู้อยู่แล้วว่าจะหามันได้ที่ไหน และเธอก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะทำให้เธอมีความสุขได้อย่างไร เธอรู้จักมันดีที่สุดเมื่อเธอยังเป็นเด็กเล็ก ๆ  เธอเพียงแต่หลงลืมไป”

The young man went away to think. But as time passed, he became frustrated, and finally angry. He eventually confronted the old man.

ชายหนุ่มจากไปเพื่อครุ่นคิด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็รู้สึกคับข้องใจ ที่สุดแล้วก็กลายเป็นความโกรธ ในที่สุด เขากลับมาเผชิญหน้ากับชายแก่อีกครั้ง

“If you want me to be happy,” the young man shouted, “why don’t you just tell me what the Precious Present is?”

“ถ้าคุณต้องการให้ผมมีความสุข” ชายหนุ่มตะโกน “ทำไมคุณไม่บอกผมล่ะ ว่าของขวัญอันล้ำค่านั้นคืออะไร ?”

“And where to find it?” the old man volleyed.

“และจะหามันได้ที่ไหน ?” ชายแก่กล่าวต่อทันที

“Yes, exactly,” the young man demanded.

“ใช่สิ แน่อยู่แล้ว” ชายหนุ่มเรียกร้อง

“I would like to,” the old man began.

“ฉันก็อยากจะทำเช่นนั้น” ชายแก่เริ่มตอบ

“But I do not have such power. No one does.  Only you have the power to make yourself happy.  Only you.  The Precious Present isn’t something that someone gives you.  It’s a gift that you give yourself.”

“แต่ฉันไม่มีอำนาจแบบนั้น ไม่มีใครที่มี เธอเท่านั้นที่มีอำนาจที่จะทำให้ตัวเธอเองมีความสุข ตัวเธอเองเท่านั้น ของขวัญอันล้ำค่าไม่ใช่สิ่งที่ใครจะให้แก่เธอได้ มันเป็นของขวัญที่เธอให้แก่ตัวเธอเอง”

The young man was confused, but determined. He resolved to find the Precious Present himself.

ชายหนุ่มรู้สึกสับสน แต่เขาตัดสินใจแล้ว เขาตกลงใจที่จะไปค้นหาของขวัญอันล้ำค่าด้วยตัวของเขาเอง

And so he packed his bags. He left where he was. And went elsewhere. To look for the Precious Present.

ดังนั้นเขาจึงเก็บของใส่กระเป๋า เขาจากที่ที่เขาอยู่ไป และไปยังที่อื่น เพื่อที่จะค้นหาของขวัญอันล้ำค่า

After many frustrating years, the man grew tired of looking for the Precious Present. He had read all the latest books. And he had looked in The Wall Street Journal.

หลังจากปีแล้วปีเล่าอันน่าอึดอัด ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากการค้นหาของขวัญอันล้ำค่า เขาอ่านหนังสือที่ออกใหม่ทุกเล่ม แล้วยังได้อ่านวารสารวอลล์สตรีท

He had looked into the mirror. And into the faces of other people. He had wanted so much to find the Precious Present. He had gone to extraordinary lengths.

เขามองเข้าไปในกระจก และในใบหน้าของผู้คน เขาต้องการพบของขวัญอันล้ำค่าเหลือเกิน เขาได้ไปไกลเกินขอบเขตปกติธรรมดาเสียแล้ว

He had looked for it at the tops of mountains and in cold dark caves. He had searched for it in dense, humid jungles. And underneath the seas.

เขาไปค้นหามันที่ยอดเขาและในถ้ำอันมืดและหนาวเย็น เขาค้นหามันในป่าที่รกทึบและอับชื้น และภายใต้มหาสมุทร

But it was all to no avail. His stressful search had exhausted him. He even became ill occasionally. But he did not know why.

แต่ทั้งหมดนี้เปล่าประโยชน์ การค้นหาอันตึงเครียดทำให้เขาหมดเรี่ยวแรง ถึงขนาดที่เขาล้มป่วยลงในบางครั้ง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด

The man returned wearily to the old man’s side. The old man was happy to see him. They often laughed out loud together. The young man liked to be with the old man.

ชายหนุ่มกลับไปหาชายแก่อย่างอ่อนแรง ชายแก่มีความสุขที่ได้พบเขา พวกเขาหัวเราะให้กันด้วยเสียงอันดังบ่อยครั้ง ชายหนุ่มชอบที่จะอยู่กับชายแก่

He felt happy in his presence. He guessed that this was because the old man felt happy with himself. It wasn’t that the old man’s life was so trouble-free.

เขารู้สึกมีความสุขในการปรากฏตัวของชายแก่  เขาเดาว่านี่เป็นเพราะชายแก่รู้สึกมีความสุขกับตัวของเขาเอง ไม่ใช่เพราะว่าชีวิตของชายแก่ไม่ได้มีความทุกข์อะไรเลย

He didn’t appear to have a lot of money. He seemed to be alone most of the time. In fact, there was no apparent reason why he was so much happier and healthier than most people were.

เขาดูไม่ได้มีเงินมากมาย เขาดูเหมือนอยู่ตัวคนเดียวแทบตลอดเวลา อ้นที่จริง มองไม่เห็นเหตุผลเลยว่า ทำไมเขาจึงมีความสุขมากกว่าและแข็งแรงมากกว่าผู้คนส่วนใหญ่มาก

But happy he was. And so were those who spent time with him. “Why does it feel so good to be with him?” the young man wondered. “Why?” He left wondering.

แต่เขาก็มีความสุข และผู้ที่ใช้เวลาอยู่กับเขาก็มีความสุข “ทำไมเราถึงรู้สึกดีมากเวลาอยู่กับเขา ?”  ชายหนุ่มตั้งคำถาม “ทำไมนะ ?”  เขาจากไปด้วยความสงสัย

After many years, the once-young man returned to inquire further. He was now very unhappy and often ill.

หลายปีต่อมา หนุ่มน้อยในอดีตได้หวนกลับมาเพื่อทวงถามคำตอบอีกครั้ง ตอนนี้เขาไม่มีความสุขมากและป่วยอยู่บ่อย ๆ

He needed to talk with the old man. But the old man had grown very, very old. And, all too soon, he spoke no more. The wise voice could no longer be heard.

เขาต้องการพูดคุยกับชายแก่ แต่ชายแก่นั้นแก่มากเหลือเกิน และในไม่ช้า เขาก็ไม่สามารถพูดได้อีก เสียงอันชาญฉลาดนั้นไม่ได้เปล่งให้ได้ยินอีกต่อไป

The man was alone. At first, he was saddened by the loss of his old friend. And then he became frightened. Very frightened. He was afraid that he would never learn how to be happy.

ชายหนุ่มต้องอยู่เพียงลำพัง ตอนแรก เขารู้สึกเสียใจที่ได้สูญเสียเพื่อนเก่าของเขาไป และจากนั้นเขาก็รู้สึกตื่นกลัว เขาตื่นกลัวเป็นอย่างมาก เขากลัวว่าเขาจะไม่มีทางได้เรียนรู้เลยว่าจะมีความสุขได้อย่างไร

Until  finally he accepted what had always been true. He was the only one who could find his own happiness.

จนกระทั่งในที่สุด เขาก็ยอมรับในสิ่งที่เป็นจริงเสมอมา เขาเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่จะค้นพบความสุขของเขาเอง

The unhappy man recalled what the happy old man had told him so many years ago. But as hard as he tried he could not figure it out; he tried to understand what he had heard:

ชายผู้ไร้ความสุขหวนระลึกถึงสิ่งที่ชายแก่ผู้มีความสุขได้เคยบอกเขานานหลายปีมาแล้ว แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเท่าใด เขาก็คิดไม่ออก เขาพยายามที่จะเข้าใจสิ่งที่เขาได้ยินดังนี้

THE PRESENT HAS NOTHING TO DO WITH WISHING…. WHEN YOU HAVE THE PRESENT YOU WILL BE PERFECTLY CONTENT TO BE WHERE YOU ARE…. THE RICHNESS OF THE PRESENT COMES FROM ITS OWN SOURCE…. THE PRESENT IS NOT SOMETHING THAT SOMEONE GIVES YOU…. IT IS SOMETHING THAT YOU GIVE TO YOURSELF. . . .

ของขวัญนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความปรารถนา…. เมื่อเธอมีของขวัญนั้น เธอจะรู้สึกพอใจในตัวเองอย่างสมบูรณ์ในที่ที่เธออยู่…. ความพรั่งพร้อมของของขวัญนั้นมาจากตัวของมันเอง…. ของขวัญนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมอบให้แก่เธอได้…. มันเป็นสิ่งที่เธอให้แก่ตัวเธอเอง….

The unhappy man was now tired of looking for the Precious Present. He had grown so tired of trying that he simply stopped trying.

ตอนนี้ชายผู้ไร้ความสุขรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการค้นหาของขวัญอันล้ำค่า เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกินกับความพยายามของเขา จนกระทั่งจู่ ๆ เขาก็เลิกพยายาม

And then, it happened! He didn’t know why it happened when it happened. It just…. Happened!

และแล้ว มันก็เกิดขึ้น !  เขาไม่รู้ว่าทำไมมันจึงเกิดขึ้นเมื่อมันเกิดขึ้น มันเพียงแต่… เกิดขึ้น !

He realized that the Precious Present was just that: THE PRESENT. Not the past; and not the future, but THE PRECIOUS PRESENT.

เขาได้ตระหนักว่าของขวัญอันล้ำค่านั้นก็คือ: ปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต แต่คือปัจจุบันอันล้ำค่า

In an instant the man was happy. He realized that he was in the Precious Present. He raised both hands triumphantly into the cool, fresh air. He was joyous–for one moment.

ในทันใดนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา เขาตระหนักว่าเขากำลังอยู่กับปัจจุบันอันล้ำค่า เขายกมือขึ้นอย่างผู้ที่ได้รับชัยชนะไปในอากาศที่สดชื่นและเย็นสบาย เขารู้สึกปลื้มปีติ-อยู่ชั่วเวลาหนึ่ง

But then, just as quickly as he had discovered it, he let the joy of the present moment evaporate. He slowly lowered his hands, touched his forehead, and frowned. The man was unhappy–again.

แต่แล้ว รวดเร็วพอ ๆ กับเมื่อเขาได้ค้นพบมัน เขาปล่อยให้ความสุขกับปัจจุบันขณะ เลือนหายไป เขาลดมือลงช้า ๆ สัมผัสที่หน้าผาก และขมวดคิ้ว ชายหนุ่มปราศจากความสุข–อีกครั้งหนึ่ง

“Why,” he asked himself, “didn’t I see the obvious long ago? Why have I missed so many precious moments?” “Why has it taken me so long to live in the present?” As the man remembered his fruitless travels around the world in his search for the Precious Present, he knew how much happiness he had lost.

“ทำไม” เขาถามตัวเอง  ”ฉันถึงไม่เห็นสิ่งที่ชัดเจนนี้มาตั้งนานแล้วนะ ?  ทำไมฉันจึงได้พลาดช่วงเวลาที่มีค่าไปมากมายเหลือเกิน ?”  “ทำไมมันจึงใช้เวลายาวนานนัก กว่าที่ฉันจะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ?”  ขณะที่ชายหนุ่มหวนระลึกถึงการเดินทางไปทั่วโลกอันเปล่าประโยชน์เพื่อค้นหาของขวัญอันล้ำค่า เขาได้รู้ว่าเขาได้สูญเสียความสุขไปมากมายเพียงใด

He had not experienced what each special time and place had to offer. He had missed a great deal. And he felt sad. The man continued to berate himself. And then he saw what he was doing. He observed that he was trapped by his guilt about his past.

เขาไม่ได้ลิ้มรสประสบการณ์ของแต่ละช่วงเวลาและสถานที่อันพิเศษที่มีให้แก่เขา เขาพลาดไปหลายอย่างมาก และเขารู้สึกเสียใจ ชายหนุ่มตำหนิตัวเองต่อไปอีก และแล้ว เขาก็เห็นในสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่ เขาสังเกตว่าเขาติดกับดักแห่งความรู้สึกผิดเกี่ยวกับอดีตของเขา

When he became aware of his unhappiness and of his being in the past, he returned to the present moment. And he was happy. But then the man began to worry about the future. “Will I,” he asked, “be able to know the joy of living in the Precious Present tomorrow?” Then he saw he was living in the future and laughed–at himself.

เมื่อเขาตระหนักถึงความไร้ความสุขและตัวของเขาเองในอดีต เขาก็กลับมายังปัจจุบันขณะ แล้วเขาก็มีความสุข แต่แล้ว ชายหนุ่มก็เริ่มกังวลถึงอนาคตอีก  “ฉันจะ”  เขาถาม  ”รู้ถึงความสุขในการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันในวันพรุ่งนี้ไหมนะ ?”  จากนั้นเขาก็เห็นตัวเขากำลังมีชีวิตอยู่ในอนาคต แล้วเขาก็หัวเราะเยาะ-ตัวเอง

He listened to what he now knew. And he heard the wisdom of his own voice.  “It is wise for me to think about the past and to learn from it, but it is not wise for me to be in the past, for that is how I lose myself.

เขาฟังสิ่งที่เขารู้แล้วในตอนนี้ และเขาก็ได้ยินเสียงอันชาญฉลาดของตัวเขาเอง  “มันเป็นเรื่องที่ฉลาดสำหรับฉันที่จะคิดถึงอดีตและเรียนรู้จากมัน แต่มันไม่ฉลาดสำหรับฉันที่จะอยู่ในอดีต เพราะนั่นฉันได้สูญเสียตัวของฉันเอง”

“It is also wise for me to think about the future, and to prepare for my future, but it is not wise for me to be in the future, for that, too, is how I lose myself.  I lose what is precious to me.”

“มันเป็นเรื่องที่ฉลาดเช่นกันสำหรับฉันที่จะคิดถึงอนาคต และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต แต่มันไม่ฉลาดเลยที่จะมีชีวิตอยู่ในอนาคต เพราะนั่น ฉันก็ได้สูญเสียตัวฉันเองเช่นกัน ฉันสูญเสียสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับฉัน”

It was so simple. And now he saw it. The present nourished him. But the man knew it was not going to be easy. Learning to be in the present was a process he was going to have to do over and over, again and again, until it became a part of him. Now he knew why he had enjoyed being with the old man.

มันช่างเรียบง่ายเหลือเกิน แล้วตอนนี้เขาก็ได้เห็นมัน ปัจจุบันได้หล่อเลี้ยงเขา แต่ชายหนุ่มรู้ว่ามันจะไม่ง่าย การเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันเป็นกระบวนการที่เขาต้องทำแล้ว ทำเล่า ทำอีกและอีก จนกว่ามันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมเขาจึงมีความสุขเมื่ออยู่กับชายแก่

The old man was totally present when he was with the younger man. The old man was not thinking about something else or wishing that he was somewhere else. He was fully present. And it felt good to be with such a person. The younger man smiled at himself, the way the old man used to smile. He knew. “I can choose to be happy now, or I can try to be happy when. . . or if. . . .”

ชายแก่อยู่กับปัจจุบันตลอดเวลาเมื่อเขาอยู่กับชายหนุ่ม ชายแก่ไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่นใดหรือปรารถนาที่จะอยู่ที่อื่น เขาอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ และมันรู้สึกดีที่ได้อยู่กับบุคคลเช่นนั้น ชายหนุ่มยิ้มให้กับตัวเอง แบบเดียวกับที่ชายแก่เคยยิ้ม เขารู้แล้วว่า  “ฉันสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้เดี๋ยวนี้ หรือฉันจะพยายามที่จะมีความสุขก็ได้เมื่อ… หรือถ้า….”

The man chose NOW! And now the man was happy. He felt at peace with himself. He agreed to savor each moment in his life…. The apparently good and the apparently bad…. Even if he didn’t understand. For the first time in his life, it didn’t matter. He accepted each of his precious moments on this planet as a gift.

ชายหนุ่มเลือก เดี๋ยวนี้ !  และในขณะนี้เขาก็มีความสุข เขารู้สึกสงบกับตัวเขาเอง เขาเห็นด้วยที่จะลิ้มลองทุกขณะเวลาในชีวิตของเขา…. ไม่ว่าสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่เลวที่เกิดขึ้น…. แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจมัน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย เขายอมรับแต่ละขณะอันล้ำค่าบนโลกใบนี้ว่าเป็นของขวัญชิ้นหนึ่ง

“I know that some people choose to receive the Precious Present when they are young, others in middle age, and some when they are old.  Some people, sadly, never do.  I can choose to receive the Precious Present whenever I want.”

“ฉันรู้ว่าบางคนเลือกที่จะรับของขวัญอันล้ำค่าเมื่อเขายังอยู่ในวัยเยาว์ บางคนรับเมื่อเขาอยู่ในวัยกลางคน และบางคนเมื่อเขาแก่แล้ว แต่ช่างน่าเศร้า บางคนไม่เคยรับเลย ฉันสามารถเลือกที่จะรับของขวัญอันล้ำค่า เมื่อใดก็ตามที่ฉันต้องการ”

As the man sat thinking, he felt fortunate. He was whom he was where he was. And now he knew! He would always be whom he was where he was.

ขณะที่ชายหนุ่มนั่งคิดอยู่นั้น เขารู้สึกถึงโชคลาภ เขาเป็นผู้ที่เขาเป็นอยู่ และอยู่ในที่ที่เขาอยู่ และเดี๋ยวนี้เขารู้แล้ว เขาจะเป็นผู้ที่เขาเป็นอยู่และอยู่ในที่ที่เขาอยู่เสมอ

He listened again to his thoughts. “The present is what it is.  It is valuable.  Even I do not know why.  It is already just the way it is supposed to be.  When I see the present, accept the present, and experience the present, I am well, and I am happy.  Pain is simply the difference between what is and what I want it to be.

เขาฟังความคิดของเขาเองอีกครั้งหนึ่ง  ”ปัจจุบันคือสิ่งที่เป็นอยู่ มันช่างมีค่า แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าทำไม มันเป็นอย่างที่มันสมควรจะเป็นแล้ว เมื่อฉันเห็นปัจจุบัน ยอมรับปัจจุบัน และลิ้มรสประสบการณ์ของปัจจุบัน ฉันยังคงอยู่ดี และฉันมีความสุข ความเจ็บปวดเป็นเพียงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นกับสิ่งที่ฉันอยากให้เป็น”

“When I feel guilty over my imperfect past, or I am anxious over my unknown future, I do not live in the present.  I experience pain.  I make myself ill.  And I am unhappy.

“เมื่อฉันรู้สึกผิดในอดีตที่ไม่สมบูรณ์ของฉัน หรือเมื่อฉันกระวนกระวายถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ฉันก็ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเสียแล้ว ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวด ฉันทำให้ตัวของฉันเองไม่สบาย แล้วฉันก็ไร้ซึ่งความสุข”

“My past was the present.  And my future will be the present.  The present moment is the only reality I ever experience.

“อดีตของฉันได้กลายเป็นปัจจุบัน และอนาคตของฉันก็จะกลายเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันขณะคือความเป็นจริงเดียวที่ฉันได้มีประสบการณ์”

“As long as I continue to stay in the present, I am happy forever, because forever is always the present.

“ตราบใดที่ฉันยังคงอยู่กับปัจจุบัน ฉันจะมีความสุขตลอดไป เพราะตลอดไปคือปัจจุบันเสมอ”

“The present is simply who I am, just the way I am, right now.  And it is precious.  I am precious.  I am the Precious Present.”

“ปัจจุบันก็คือผู้ที่ฉันเป็นอยู่ อย่างที่ฉันเป็น ในขณะนี้ และมันช่างล้ำค่า ฉันช่างล้ำค่า ฉันคือของขวัญอันล้ำค่า”

It was as though he could hear the old man talking. And then he smiled. And his smile widened. And he laughed. He felt great joy. He knew he was listening, not to the old man…. But to himself.

ราวกับว่าเขาสามารถได้ยินชายแก่พูด แล้วเขาก็ยิ้มให้กับตัวเอง เขายิ้มกว้างขึ้น แล้วก็หัวเราะ เขารู้สึกถึงความสุขอันยิ่งใหญ่ เขารู้ว่าเขากำลังฟัง ไม่ใช่ชายแก่…. แต่เป็นตัวเขาเอง

It felt good for him to be with himself–just the way he was. He felt he knew enough. He felt he had enough. He felt he was enough. Now.

เขารู้สึกดีที่ได้อยู่กับตัวเขาเอง–ในอย่างที่เขาเป็น เขารู้สึกว่าเขารู้พอแล้ว เขารู้สึกว่าเขามีพอแล้ว เขารู้สึกว่าเขาพอแล้ว ณ ขณะนี้

He had finally found the Precious Present. And he was completely happy.

ในที่สุดเขาก็ได้พบของขวัญอันล้ำค่าแล้ว และเขาก็มีความสุขอย่างสมบูรณ์

Several decades later, the man had grown into a happy, prosperous, and healthy old man. One day a little girl came by to talk to him. She liked to listen to “the old man,” as she called him. It was fun to be with him. There was something special about him. But she didn’t know what it was.

หลายสิบปีต่อมา ชายหนุ่มเจริญวัยเป็นชายแก่ที่มีความสุข มั่งมี และมีสุขภาพที่แข็งแรง วันหนึ่งเด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งได้แวะมาและพูดคุยกับเขา เธอชอบที่จะฟัง “คนแก่” พูด อย่างที่เธอใช้เรียกเขา มันสนุกที่ได้อยู่กับเขา มีบางอย่างพิเศษเกี่ยวกับเขา แต่เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร

One day, the little girl began to really listen to the old man. Somehow she sensed something important in his calm voice. He seemed very happy. The little girl couldn’t understand why. “How could someone so old,” she wondered, “be so happy?” She asked and the old man told her why.

ต่อมาวันหนึ่ง เด็กหญิงได้เริ่มที่จะฟังในสิ่งที่ชายแก่พูดอย่างแท้จริง จะด้วยเหตุใดก็ตาม เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่สำคัญอยู่ในน้ำเสียงที่สงบเย็นของเขา เขาดูมีความสุขมาก เด็กหญิงตัวน้อยไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด “คนที่แก่ขนาดนั้น” เธอสงสัย “มีความสุขมากเหลือเกินได้อย่างไรกัน ?”  เธอถาม แล้วชายแก่ก็ตอบเธอว่าเป็นเพราะอะไร

Then all of a sudden, the little girl jumped up and squealed with delight! As the girl ran off to play, the old man smiled. For he heard what she had said:  “Wow!” she exclaimed. “I hope someday someone gives me the Precious Present!”

และแล้ว ทันใดนั้น เด็กหญิงตัวน้อยก็กระโดดขึ้นและกรีดร้องด้วยความดีใจ !   ขณะที่เด็กหญิงวิ่งออกไปเล่น ชายแก่ยิ้ม เพราะว่าเขาได้ยินสิ่งที่เธอพูด “โอ้โฮ !”  เธออุทาน  “หนูหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีใครสักคนให้ของขวัญอันล้ำค่านั้นแก่หนู !”

ที่มาของเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ:

http://www.livinglifefully.com/flo/flopreciouspresent.htm

ศํพท์ที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้ว :)

Precious (adj.)= ล้ำค่า เลอค่า

Contented (adj.) = พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่

Squeal (v.) = ร้องเสียงแหลม

To no avail = ไร้ประโยชน์

ดิฉันขอเพิ่มเติมในเรื่องนี้สักเล็กน้อย มีหลายท่านที่สงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะใช้ชีวิตอยู่แต่กับปัจจุบันเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจทั้งอดีตและอนาคต ท่านอาจารย์ของดิฉันคือท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ได้กล่าวอธิบายถึงเรื่องนี้ในหนังสืออย่างน้อยสองเล่มด้วยกัน (เท่าที่ดิฉันมีหนังสืออยู่ในมือเท่านั้น) ดิฉันขออนุญาตคัดมาลง เนื่องจากเห็นว่าจะช่วยเสริมให้เรื่องสั้นนี้มีประโยชน์เพิ่มพูนขึ้น  หากลองพิจารณาใคร่ครวญดูค่ะ  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากท่านเป็นผู้ปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 อยู่แล้ว)

1) จากหนังสือ “ศิลปะในการดำเนินชีวิต วิปัสสนากรรมฐาน สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า” ผู้ถามถามต่อเนื่องจากคำถามที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ในทางพุทธศาสนาซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสั้นนี้โดยชัดแจ้ง ดิฉันจึงขอคัดเอาเฉพาะคำถามคำตอบที่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยตามด้านบนมาลงค่ะ

ถาม: แล้วจะดีหรือคะ ถ้าเราจะลืมอดีตและอนาคตเสียให้หมดแล้วสนใจเฉพาะปัจจุบัน มันจะไม่เป็นการใช้ชีวิตแบบพวกสัตว์หรือคะ ถ้าลืมอดีตเสียหมด เราก็คงทำผิดซ้ำ เหมือนเดิมสิคะ

ท่านอาจารย์: วิธีปฏิบัตินี้ (หมายถึงวิธีปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงในพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่การปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของเรื่องสั้นในเรื่องให้อยู่กับปัจจุบันขณะ-Admin) ไม่ได้สอนให้ท่านลืมอดีตโดยสิ้นเชิง หรือห้ามนึกถึงอนาคตเสียเลย เพียงแต่นิสัยความเคยชินของจิตทำให้เราหมกมุ่นอยู่แต่กับอดีตบ้าง วางแผนการด้วยความละโมบบ้าง หรือไม่ก็นึกถึงอนาคตด้วยความหวาดกลัวบ้าง ทำให้ไม่อาจรับรู้ความจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน นิสัยไม่ดีเหล่านี้ทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์ การปฏิบัติภาวนาจะช่วยฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน เมื่อพื้นจิตมั่นคงแล้ว เราจะสามารถใช้อดีตเป็นแนวทางในการวางแผนที่เหมาะสมสำหรับอนาคต

2) จากหนังสือ หลักสูตร 10 วัน ธรรมบรรยาย เป็นส่วนหนึ่งของธรรมบรรยายวันที่ 2

“… นี่คือสัมมาสติ หรือการระลึกชอบ ซึ่งหมายถึงการมีสติรู้ความจริงอย่างที่มันเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน ท่านจะต้องฝึกจิตของท่านให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างที่มันเป็นอยู่ อย่างที่มันปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่อย่างที่ท่านต้องการให้มันเป็น การที่ท่านพัฒนาสติของท่านให้เป็นสัมมาสตินั้น มิได้หมายความว่าท่านจะต้องลืมอดีต หรือไม่อาจวางแผนอะไรเพื่ออนาคต ไม่ใช่เช่นนั้นเลย !  ท่านเพียงแต่กำลังเปลี่ยนนิสัยความเคยชินของท่าน ให้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะปัจจุบัน เพราะนิสัยความเคยชินเก่าๆ นั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ท่านก็มักจะให้ความสำคัญกับมันน้อยเกินไป เพราะท่านมักจะมัวไปคิดคำนึงถึงเรื่องในอดีต หรือนึกไปถึงเรื่องในอนาคต ในทันทีที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เมฆหมอกแห่งความทรงจำในอดีตที่คล้ายคลึงกันจะผ่านเข้ามาในจิตใจ แล้วเมฆหมอกนั้นก็จะทำให้ความจริงที่เป็นอยู่ในขณะนั้นพร่ามัวไป จนท่านไม่สามารถแลเห็นมันได้อย่างชัดเจน หรือเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เมฆหมอกแห่งความคาดหวังในอนาคตก็จะเคลื่อนเข้ามาบดบังความจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น จนท่านไม่อาจแลเห็นความจริงอย่างที่มันเป็นอยู่ได้

ท่านจะต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยความเคยชินเก่าๆ เช่นนี้เสีย เพราะตลอดเวลาที่จิตของท่านเอาแต่เฝ้าคิดคำนึงถึงอดีตหรืออนาคต พลังงานของท่านจะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ วิธีการนี้จะช่วยให้ท่านถนอมพลังของท่าน เมื่อใดที่ท่านต้องการระลึกถึงบางสิ่งบางอย่างในอดีต ท่านก็จะสามารถจดจำได้อย่างแม่นจำ และเมื่อใดที่ท่านต้องตัดสินใจในเรื่องของอนาคต ท่านก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องรีรอชักช้า หรือลังเลหวั่นไหว เพราะท่านจะมีพลังอยู่อย่างเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ วิธีการนี้เป็นวิธีการฝึกจิตให้ละทิ้งนิสัยแบบเก่าๆ ที่ไม่ให้ความสำคัญกับปัจจุบัน เฝ้าคอยแต่จะคิดคำนึงถึงอดีตหรืออนาคต แล้วท่านจะพบว่าวิธีการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การปฏิบัติของท่านก้าวไปสู่ระดับลึกลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับลึกที่สุดทั้่งของจิตและกาย จนกระทั่งสามารถขุดถอนรากเหง้าของกิเลสที่อยู่ที่ระดับที่ลึกที่สุดออกไปได้ แต่ท่านจะได้พบว่าวิธีการนี้มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของท่าน ที่ต้องเผชิญกับความแปรเปลี่ยนต่างๆ อยู่ตลอดเวลาด้วย การฝึกอบรมจิตให้อยู่กับความจริงในขณะปัจจุบันคือ สัมมาสติ…”

หนังสือดังกล่าวข้างต้นทั้งสองเล่มเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือธรรมะที่ดิฉันชอบมาก เพราะไขข้อข้องใจหลายประการ ซึ่งจะซื้อได้ที่ศูนย์วิปัสสนาสอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า (ราคาถูกมากเข้าใจว่าเป็นราคาต้นทุนเพื่อเผยแผ่ธรรมะอันเป็นของสากล ไม่ได้วางจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป) ดิฉันได้วางแผนที่จะไปปฏิบัติวิปัสสนาอีกประมาณปลายปีนี้ หากท่านใดสนใจอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวให้ได้เนื้อหาที่เต็ม ดิฉันยินดีรับฝากส่งให้ท่านค่ะ โดยท่านสามารถไปที่หน้า Contact me ทางด้านขวา เพื่อส่งข้อความถึงดิฉันค่ะ

พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร


Number of View :4703